Departures จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์

Departures จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์ เป็นอีกหนึ่งหนังฟีลกู้ด จะรักใครอย่าให้หัวใจต้องดีเลย์ ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องที่สามของ ปีเตอร์ ฮัชชิงส (Peter Hutchings) ที่ได้นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) และสาวแกร่ง เมซี วิลเลียมส์ (Maisie Williams) จากซีรีส์ดัง Game of Thrones มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการเรียนรู้ความหมายของชีวิตผ่านมิตรภาพของทั้งคู่ในครั้งนี้

Skye Aitken เด็กสาววัยรุ่นได้รับแจ้งว่า เธอป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และเหลือเวลาอีกเพียงเล็กน้อย Calvin Lewis เป็นชายหนุ่มที่ทำงานเป็นพนักงานขนกระเป๋าที่สนามบิน เคียงข้างพ่อและพี่ชายของเขา Frank ที่ทำงานคาลวินแอบชอบ อิซซี่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แต่คุยกับเธอไม่ได้

คาลวิน พยายามมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เนื่องจากเขามีความกลัวอยู่ตลอดเวลาว่าเขากำลังจะตาย แพทย์ของเขาคิดว่าเขาเป็น เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการหมกมุ่น ในเรื่องสุขภาพของตัวเองมากเกินไป คาลวิน จะปฏิเสธก็ตามและแนะนำให้เขาไปที่กลุ่มช่วยเหลือสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งเพื่อให้ได้มุมมองที่แตกต่างออกไป

ในการประชุม คาลวิน พบกับ สกาย ซึ่งแสดงความสนใจในตัวเขาทันที แม้ว่าเขาจะพยายามอธิบายให้ สกาย ฟังว่าเขาไม่เป็นมะเร็ง แต่พวกเขาก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้อย่างรวดเร็ว และ คาลวิน เสนอที่จะช่วยให้สกายทำรายการสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ในตอนแรกรู้สึกรำคาญกับพฤติกรรมทื่อ ๆ และคาดเดาไม่ได้ของเธอ

ในที่สุด คาลวิน ก็สารภาพว่า เขาสนุกกับการเป็นเพื่อนของเธอ และคิดถึงเธอเมื่อไม่มีเธออยู่ใกล้ ๆ สกาย ไปงานปาร์ตี้ที่โรงเรียนมัธยมปลายกับ คาลวิน ซึ่งเธอเห็นเพื่อนคนหนึ่งของเธอ นัดกับวิล ผู้ชายที่เธอแอบชอบ เมื่อ คาลวิน และ สกาย เริ่มใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น คาลวิน ค่อยๆเอาชนะความกลัวที่จะตาย

สกาย จัดการนัดเดทกับ คาลวิน กับ อิซซี่ ซึ่งในระหว่างนั้นเธอก็บอก อิซซี่ ว่า คาลวิน เป็นมะเร็งด้วย จากนั้น อิซซี่ ก็เริ่มแสดงความสนใจใน คาลวิน มากขึ้นและทั้งสองก็เริ่มออกเดท สกาย เผยให้ แคลวิน รู้ว่าเธอรู้มาตลอดว่าคาลวินไม่ได้เป็นมะเร็ง ถึงอย่างนั้น คาลวิน ก็ลังเลที่จะบอกความจริงกับ อิซซี่ ในขณะที่เขากังวลว่าเธอชอบเขาเพียงเพราะเธอคิดว่าเขาเป็นมะเร็ง

คาลวิน รู้สึกหดหู่ใจหลังจากเลิกรากับ อิซซี่ และเลิกไปทำงาน แต่พ่อของเขาปลอบให้เขากลับไปทำงาน ในขณะเดียวกันสกาย ยอมรับกับ คาลวิน ว่าเธอรู้สึกผิดหวัง หลังจากสูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับ วิล เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจาก สกายอาการไม่ค่อยดีในที่สาธารณะ และถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาล ลูซี่ก็เข้าทำงานพร้อมกันทำให้คาลวิน และสกายสามารถพบกับหลานสาวคนใหม่ของเขาได้

แฟรงค์ และ ลูซี่ ประกาศว่า พวกเขาต้องการให้ สกาย และ คาลวิน เป็นพ่อแม่อุปถัมภ์ของทารก แม้ว่า สกาย จะชี้ให้เห็นว่าเธอมีชีวิตอยู่ไม่นานก็ตาม คาลวิน เริ่มมีอาการตื่นตระหนก แต่แฟรงก์ช่วยให้เขาสงบสติอารมณ์และเตือนเขาว่า สกาย ยังต้องการให้เขาอยู่ที่นั่นเพื่อเธอ

คาลวิน พยายามช่วย สกาย ทำสิ่งที่เหลือในรายการให้เสร็จ โดยได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจากพ่อแม่ของ อิซซี่ และสกาย คาลวิน เปิดเผยกับ สกาย ว่าเขาหยุดฉลองวันเกิดเพื่อแม่ของเขาหลังจากที่น้องสาวฝาแฝดของเขาเสียชีวิต

หลังจากที่ สกาย เสียชีวิต คาลวิน ก็ได้รับการ์ดวันเกิดทางไปรษณีย์จากเธอ เพื่อชดเชย ในที่สุดเขาก็พบความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวความสูง และตัดสินใจเดินทางด้วยเครื่องบิน ในระหว่างการบินขึ้น อิซซี่ และ คาลวิน สบตากันอย่างต่อเนื่อง บ่งบอกว่าพวกเขาอาจกำลังวางแผนที่จะคืนดีความสัมพันธ์ของพวกเขา

หากช่วงนี้ต้องการเสพหนังที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต หรือเติมพลังในวันที่เหนื่อยล้า เชื่อว่า Departures ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน ด้วยแนวหนังที่มีความตลกผสมการผจญภัยและดรามานิดๆ ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในเรื่องนี้ออกมาลงตัวมากๆ ทุกๆ อารมณ์อยู่ในโหมดกำลังดี ทั้งยังได้เรียนรู้และเฝ้ามองมิตรภาพของคนที่เป็นเรื่องอันดีงาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีไม้ลายมือของเหล่านักแสดงนำ ไม่ว่าจะเป็น เอซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่เราสามารถเชื่อฝีมือเขาได้อยู่แล้ว จากผลงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะแนวไหนก็เอาอยู่ การได้มาเห็นเจ้าตัวในลุคนี้ที่ต้องเป็นคนขี้กังวล ขี้กลัว ขี้ขลาด ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นคนแบบนั้นจริงๆ

จนได้มาเจอเพื่อนใหม่อย่าง เมซี วิลเลียมส์ ที่หลายคนอาจจะคุ้นกับบทบาทที่เจ้าตัวเล่นในซีรีส์ที่มีความโหดเหี้ยมแต่ก็เจ้าเล่ห์ไปในตัว ซึ่งในเรื่องนี้ยังได้เห็นมุมใหม่ๆ ที่เราไม่เคยได้เห็น เช่น ความร่าเริง ขี้เล่น การมองโลกในแง่ดี ถือว่าเรื่องที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ จากผลงานที่ผ่านมา

สรุป
ด้วยความที่เป็นหนังฟีลกู้ดและมีการเดินเรื่องที่กระชับ ทำให้ไม่น่าเบื่อและอินไปกับเรื่องราวต่างๆ ไปได้ง่าย หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างในหนังล้วนแล้วแต่มีความใกล้ตัวพอสมควร ทั้งในเรื่องโรคร้ายที่กัดกร่อนชีวิต รวมไปถึงการไม่กล้าออกจากเซฟโซนที่ตัวเองคุ้นเคย หากได้ดูเรื่องนี้จนจบเชื่อว่าจะสามารถจุดประกายอะไรบางอย่างในชีวิตได้ โดยเฉพาะเรื่องเวลา อย่างที่เคยได้ยินมาว่า สายน้ำไม่คอยท่า เวลาไม่คอยใคร อยากทำอะไรก็รีบทำก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป